ออกเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำ ตอน 4

ในตอนนี้ ผมจะพูดถึงเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำอีก 5 คำ คือเสียง b, p, n, x และ g เช่น job อ่านว่า จ๊อบ-เบอะ หรือ จ๊อบ-บึ (เสียงท้ายคำเช่น เบอะ ไม่ต้องให้ชัดมาก ไม่ต้องหนักแน่น แค่พอรู้สึกฮึมฮัมในลำคอหรือได้ยินก็พอ) และคำว่า hope อ่านว่า โฮป-เพอะ หรือ โฮป-พึ (เสียง e ไม่ออกเสียง) และคำว่า fine อ่านว่า ไฟน์-เนอะ หรือไฟน์-นึ และคำว่า fix อ่านว่า ฟิก-ซี (ออกเสียงซึ ให้สั้นๆ นะครับ) สุดท้ายคำว่า large อ่านว่า ลาด-จึ หรือ ล้าด-เจอะ แต่ละคำก็จะออกเสียงท้ายคำภาษาอังกฤษในแต่ละแบบ เสียงท้ายคำช่วยให้แยกแยะคำแต่ละคำที่พูดได้ นอกจากเสียงต้นคำ หรือเสียงควบกล้ำ ผู้ฟังจะได้เข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่เราพูด

บางครั้ง การออกเสียงท้ายคำก็สร้างความลำบากในการพูดบางคำเช่น ask you จะอ่านว่า แอ๊ส-คึ-ยู ก็ยากเหลือเกิน ดังนั้น เค้าจึงออกเสียงให้สบายปากว่า แอ๊ส-กิ้ว คือเอาเสียง k มาร่วมกับ you เป็น kyou หรือกิ้ว นั่นเอง แต่ถ้าคุณลองออกเสียง แอ๊ส-คึ-ยู แบบเร็วๆ คุณก็จะได้ยินเสียงคล้ายกัน หรือจะเป็น help you ก็จะอ่านว่า เฮ้ล-ปิ้ว แทน เฮ้ล-พึ-ยู นั่นเอง ผมคงจะหยุดเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำไว้ตรงนี้ ต่อไปคงจะมาพูดถึงประโยคสนทนากันบ้างครับ ขอให้ผู้อ่านฝึกฝนบ่อยๆ จนกระทั่งออกเสียงต้นคำและท้ายคำ เป็นธรรมชาติ ไม่ติดขัด ตอนนี้อาจจะยังไม่ต้องไปสนใจความหมายของคำภาษาอังกฤษนั้นหรอกครับ

โพสท์ใน ออกเสียงคำภาษาอังกฤษ | ติดป้ายกำกับ | 1 ความเห็น

หัดออกเสียง abc สำหรับคำภาษาอังกฤษ

ผมมีคลิป youtube มาให้ดู เพราะคิดว่าใช้ได้ดีทีเดียว อาจจะไม่ใช้ออกเสียง เอ บี ซี เหมือนที่เคยเรียน แต่การออกเสียงแบบนี้ จะช่วยในการออกเสียงคำภาษาอังกฤษ เช่น tall ปกติ จะสอนว่า ที เอ ดับเบิ้ลแอล อ่านว่า ทอล แต่จริงๆ แล้วฝรั่งสอนกันอีกแบบคือ tall อ่านว่า เทอะ-ออล แล้วจะได้ยินเสียงเหมือนคำว่า ทอล หรือ sing เค้าก็สอนอ่านออกเสียงว่า เสอะ-อิง หรือ swing ที่อ่านว่า เสอะ-เวอะ-อิง ดังนั้นถ้าสังเกตฝรั่งพูดภาษาอังกฤษ จะได้ยินเสียงพยัญชนะหรือ alphabet ตัวแรกค่อนข้างชัด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า beginning sound

ลองฝึกกันดูน่ะครับ ได้ผลยังไงก็ comment มาให้ผมทราบกันบ้างนะครับ

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ | 1 ความเห็น

ออกเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำ ตอน 3

ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ผมเข้าเว็บบล๊อกของผมเองไม่ได้มา 2 วัน เลยไม่ได้เขียนต่อเนื่อง เอาล่ะมาต่อกันที่เสียงภาษาอังกฤษท้ายคำกันต่อ เสียงต่อไปเป็นเสียงที่ลงท้ายด้วย d จะออกเสียง ดึ (เสียงคำส่วนใหญ่ที่ลงท้ายด้วย d เมื่อออกเสียงจะรู้สึกสั่นที่ลำคอ ไม่เชื่อลองจับดู) เช่น end อ่านว่า เอ็น-ดึ หรือ blend อ่านว่า บะ-เล็น-ดึ (ออกเสียงเร็วๆ จะเป็น เบล็น-ดึ) หรือ wind อ่านว่า วิน-ดึ หรือ find อ่านว่า ไฟน์-ดึ คิดว่าผู้อ่านคงออกเสียงได้ไม่ยาก

ก่อนจะไปเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำตัวต่อไป ผมเพิ่งนึกถึงคำภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วย k แต่มีคนไทยออกเสียงกันเยอะมาก เช่น ask ที่แปลว่า ถาม คนไทยชอบอ่านว่า อ๊าค แต่จริงๆ แล้ว ต้องอ่านว่า แอ๊ส-คึ อีกคำหนึ่งคือ risk ที่แปลว่า เสี่ยง คนไทยชอบอ่านว่า ริค จริงๆ ต้องอ่านด้วย เสียง R ตามด้วยเสียง is และเสียง k ผมขอเขียนง่ายๆ แทนเสียง R ด้วย ร แล้วกัน ก็จะเป็น ริส-คึ ต่อด้วยอีกคำนึงคือ mark ที่แปลว่า เครื่องหมาย อ่านว่า มาร์-คึ ไม่ใช้ มาร์ค หรือ ม้าค

ก่อนจบขอเพิ่มอีกเสียงนึงแล้วกันคือ คำภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วย r หรือ re (แต่ e ไม่ออกเสียง) จะออกเสียง R เหมือนที่เราเคยฝึกออกเสียงต้นคำ เสียงคล้าย เรอะ เช่น tire ที่แปลว่า เหนื่อย จะออกเสียงว่า ไท-เรอะ (ออกเสียง ไท แล้วทำปากจู๋ ออกเสียง ล แล้วเปลี่ยนมาเป็นปากในลักษณะปกติก่อนหมดเสียง ล) อีกคำนึงจะเป็นคำที่คนไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ คือ fire ปกติแปลว่า ไฟ แต่กริยาแปลว่า ไล่ออก (เหอ…เหอ) ก็อ่านว่า ไฟ-เรอะ เอาล่ะครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อน ลองหาคำที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วลองอ่านดูนะครับ ใครมีอะไรแนะนำ ก็ comment กันมาได้นะครับ ยินดีรับฟังทุกประการ

โพสท์ใน ออกเสียงคำภาษาอังกฤษ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

ออกเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำ ตอน 2

หวังว่ายังคงไม่ลืมการออกเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำ ที่ได้กล่าวไปแล้วบ้างในตอนที่ 1 มาตอนนี้ เรามาฝึกเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำเพิ่มเติม ผมขอเริ่มต้นที่เสียงยอดนิยม ที่คุณจะได้ยินบ่อยและชัดมาก ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์ ละคร หรือเพลง ได้แก่ เสียง k หรือ คึ หรือ เคอะ (เสียงหนักแน่นและขัดเจน) เช่น kick (คิก-เคอะ) เหมาะสำหรับดูพากย์ภาษาอังกฤษช่วงบอลโลก (ถ้ามี) จะได้ยินการออกเสียงภาษาอังกฤษคำนี้ หรือคำว่า back (แบ๊ค-คึ) ที่ตัวละครในภาพยนตร์ชอบพูด come back (คัม-แบ๊ค-คึ) แปลว่า กลับมา หรือคำว่า black (เบอะ-แล๊ค-คึ) หรือคำว่า joke (โจ-เคอะ หรือ โจ๊ค-คึ) พยัญชนะ e ท้ายคำ ไม่ออกเสียง

ส่วนเสียงต่อไปคงเป็นเสียง L ท้ายคำภาษาอังกฤษ เมื่อมีพยัญชนะนี้ท้ายคำ ให้ออกเสียง L หรือ เล่อะ โดยเมื่อออกเสียงแอลนี้ เมื่อสิ้นสุดเสียง ลิ้นจะไปชนเพดาน-ปากบนพอดี ทำให้ได้ยินเหมือนออกเสียงเล่อะ เช่น wheel (วีล-เล่อะ หรือ วี-เล่อะ) เสียงเล่อะ ไปต้องออกเสียงยาวนัก ออกเสียงแอล และรีบเอาลิ้นไปชนเพดานปาก

มาถึงเสียงต่อไป (กำลังมันส์ได้ที่) เสียง f หรือเสียง ฟี (เมื่อจะออกเสียง f เอฟ ให้เอาฟันจิกเบาๆ บนริมฝีปากล่าง เสียงที่ได้ยินจะเหมือนเสียง ฟี จะมีลมออกตามไรรฟัน) เช่น คำว่า leaf ออกเสียงว่า ลีฟ-ฟี หรือ ลี-ฟี และคำว่า brief ออกเสียงว่า บีฟ-ฟี หรือ บี-ฟี และคำว่า golf ออกเสียงว่า กอล-ฟี หรือ กอ-เล่อะ-ฟี

ตอนนี้ คงฝึกจนเมื่อยปากกันแล้ว คราวหน้าลองมาฝึกเสียงลงท้ายภาษาอังกฤษอื่นๆ เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ขอให้ฝึกบ่อยๆ เจอคำไหน ลงท้ายด้วยพยัญชนะอะไร ให้ลองออกเสียงดู หรือฝึกฟัง แล้วฟังสิว่า เสียงลงท้ายเหมือนที่ฝึกหรือไม่ ฝึกจนกระทั่งเสียงที่เราพูด เหมือนเสียงที่เราได้ยินฝรั่งพูด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ

โพสท์ใน ออกเสียงคำภาษาอังกฤษ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

สนทนาภาษาอังกฤษในแต่ละสถานการณ์

วันนี้ ผมขอแนะนำเว็บไซต์ของไทย ที่ได้เผยแพร่ออกทางทีวีด้วย เป็นคลิปแสดงบทสนทนาภาษาอังกฤษในแต่ละเหตุการณ์ เข้าใจง่าย ผู้รับชมจะได้รับรู้และเพิ่มประโยคที่ใช้กับบทสนทนาได้เยอะๆ เผื่อเวลาที่ได้พบกับเหตุการณ์จริง จะได้นำมาใช้ได้โดยไม่ต้องนั่งเรียบเรียงประโยค ว่าจะใช้คำไหนดีหว่า ตามเข้าไปดูเลยที่เว็บ ศูนย์พัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ลองไปศึกษาดูนะครับ

โพสท์ใน แหล่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

ออกเสียงภาษาอังกฤษท้ายคำ ตอน 1

แปลกดี ผมเห็นเค้าสอนภาษาอังกฤษหลายที่ ไม่ค่อยเน้นเสียงท้ายคำกันเลย แต่ตัวผมเองกลับมีความเห็นที่แตกต่าง เพราะผมว่าเสียงท้ายคำนี่แหล่ะที่สำคัญมาก ผู้อ่านคงสงสัยว่า มันจะสำคัญตรงไหน (ว่ะ) งั้นลองดู คุณลองอ่านคำเหล่านี้ ได้แก่ was wash watch what แล้วลองให้คนอื่นฟังหรือคุณฟังตัวเองก็ได้ คุณสามารถแยกความแตกต่างออกไหม เสียงสูงหรือต่ำไม่มีผลใดๆ เป็นไงบ้างๆ ….
เรามาเฉลยกัน คำเหล่านี้ ถ้าคุณออกเสียงท้ายคำชัด ฝรั่งก็รู้เรื่องแล้ว และคุณจะดูเหมือนว่าพูดภาษาอังกฤษชัดอีกด้วย เช่น
– was อ่านว่า ว๊อส-ซี(เสียงซึ ให้ออกสั้นๆ) เสียงท้ายคำจะเป็นเสียง s
– wash อ่านว่า ว๊อส-ชือ(เสียงชือ ลากยาวหน่อย คุณนึกถึงตอนที่จะให้ใครเงียบๆ แล้วคุณทำปากจู๋ เอานิ้วชี้ไว้กลางปาก แล้วออกเสียงชือ หรือชูว์ นั่นแหล่ะ) เสียงท้ายคำจะเป็นเสียง sh
– watch อ่านว่า ว๊อท-ชุ หรือ ว๊อท-ชึ (เสียงชุ หรือชึ ให้ออกสั้นๆ และหนักแน่น) เสียงลงท้ายเป็นเสียง ch
– what อ่านว่า ว๊อท-ทึ (เสียงทึ ออกเสียงสั้นๆ เบาๆ) เสียงลงท้ายเป็นเสียง t
ตอนนี้ คุณลองอ่านใหม่อีกครั้งนึง เห็นไหมคุณออกเสียงภาษาอังกฤษดีขึ้นแล้ว ดังนั้น เมื่อคุณเห็นคำลงท้ายด้วย s หรือ sh หรือ ch หรือ t คุณก็สามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็ 70-80% ไปแล้วละ คราวหน้าผมจะเล่าเกี่ยวกับเสียงลงท้ายอื่นๆ กันต่อนะครับ อย่ายอมแพ้ให้กับภาษาอังกฤษนะครับ ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งเอง

โพสท์ใน ออกเสียงคำภาษาอังกฤษ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

คำอุทานในภาษาอังกฤษ 1

พักเรื่องการออกเสียงไว้แป๊บนึง เพราะคงต้องใช้เวลาฝึกสักพัก ตอนนี้ลองมาแทรกกันด้วยคำอุทานบางคำเพื่อความผ่อนคลาย (รึเปล่าไม่รู้) เช่น What a shame! คงคิดว่าทำไมผมเลือกคำนี้ เพราะมีคำแปลหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและเหตุการณ์นั้นๆ ปกติ shame แปลว่า ละอาย แต่ What a shame! กลับแปลว่า What a pity! (น่าสงสารจัง) ซึ่งให้ความรู้สึกเห็นใจและเสียใจกับเค้าด้วย เสียงพูดจะอ้อยซ้อย ไม่เน้นเสียงหนัก แต่บางครั้งก็แปลกันคนละเรื่องเลยคือ What a shame! ในความหมายว่า That’s too bad (แย่มาก) เสียงสูงและเน้นคำว่า what

เห็นไหม เสียงผิดนิดผิดหน่อย ก็เปลี่ยนความหมายแล้วเนอะ อีกคำคือ shame on you ผู้พูดจะรู้สึกว่า ผู้ฟังรู้ดีว่าไม่น่าหรือไม่ควรจะทำ แต่เค้าก็ทำ (ก็นิสัยเลวหรือไม่ยุติธรรมนั่นแหล่ะ) เอาอีกคำแล้วกัน เวลาเราอยากจะพูดว่า “เป็นไปได้ไง!” คุณจะพูดภาษาอังกฤษว่าอะไร ให้เวลา 1 นาที …. หมดเวลาแล้วครับ คำนั้นคือ How come! ผมเจอฝรั่งพูดคำนี้บ่อยมาก พอฝรั่งคนนี้บอก ราคาสินค้าเค้าตอนนี้แพงกว่าคู่แข่งตั้งสองเท่า อีกคนก็พูดทันทีว่า How come! แล้วฝรั่งคนเดิมก็อธิบายต่อ ดังนั้น How come! เป็นคำอุทานแสดงความประหลาดใจ เช่น เป็นไปได้ไง ทำได้ไง เกิดขึ้นได้ไง อะไรทำนองนี้ คุณก็ใช้ How come! ไว้วันหลังเจอคำอุทานที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังแล้วกัน

โพสท์ใน ทั่วไป | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น